มหาสมุทรอาร์กติก

มหาสมุทรอาร์กติกตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือ และส่วนใหญ่อยู่ในเขตขั้วโลกเหนืออาร์กติก เป็นมหาสมุทรขนาดเล็กที่สุดและตื้นเขินที่สุดในห้ามหาสมุทรตามการแบ่งมหาสมุทรหลักของโลกองค์กรอุทกศาสตร์โลก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอาร์กติก หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ทะเลอาร์กติก โดยจัดว่าบริเวณนี้เป็นหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของมหาสมุทรแอตแลนติกหรืออาจมองว่า เป็นส่วนเหนือสุดของมหาสมุทรโลกที่ล้อมรอบทั้งหมด มหาสมุทรอาร์กติกครอบคลุมแอ่งรูปร่างเกือบเป็นวงกลม มีพื้นที่ 14,090,000 ตารางกโลเมตร ล้อมรอบด้วยทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกาเหนือ และกรีนแลนด์ รวมทั้งเกาะต่างๆ และทะเลแบเร็นตส์ ทะเลโบฟอร์ต ทะเลชุกชี ทะเลคารา ทะเลลัปเตฟ ทะเลไซบีเรียตะวันออก ทะเลลิงคอล์น ทะเลแวนเดล ทะเลกรีนแลนด์  และทะเลนอร์เวย์ เชื่อมกับมหาสมุทรแปซิฟิกที่ช่องแคบเบริง และเชื่อมกับมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทะเลกรีนแลนด์ มหาสมุทรอาร์กติกบางส่วนปกคลุมด้วยทะเลน้ำแข็งตลอดทั้งปี อุณหภูมิและความเค็มของมหาสมุทรอาร์กติกแตกต่างกันไปตามฤดูกาล เมื่อน้ำแข็งหลอมเหลวและแข็งตัว ความเค็มของมหาสมุทรมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดในมหาสมุทรหลักทั้งห้า เนื่องจากการระเหยที่ต่ำ กระแสไหลเข้าอย่างหนักของน้ำจืดจากแม่น้ำและลำธาร และการเชื่อมโยงที่จำกัดและการไหลออกไปยังมหาสมุทรโดยรอบที่มีความเค็มสูงกว่า การหดตัวของน้ำแข็งในฤดูร้อนมีบันทึกว่าลดลงถึง 50% ศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติสหรัฐ (NSIDC) ใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อหาบันทึกประจำวันของน้ำแข็งปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติก และอัตราการหลอมเหลวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเฉลี่ยและปีที่ผ่านมา  สันลอมอนอซอฟ ซึ่งเป็นสันมหาสมุทรที่อยู่ใต้ทะเล แบ่งมหาสมุทรอาร์กติกออกเป็น 2 ส่วน คือ แอ่งยูเรเชีย มีความลึก 4,000-4,500 เมตร และแอ่งอเมริกาเหนือ

Continue reading มหาสมุทรอาร์กติก

มหาสมุทรใต้

มหาสมุทรแห่งนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นมหาสมุทรที่ไม่มีใครอาศัยอยู่เลย แน่นอนว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลยนะครับ แน่นอนว่ามหาสมุทรใต้อาจไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้อย่างแน่นอน แต่ถ้าบอกว่าแอนตาร์กติกละก่อนรู้จักอย่างแน่นอน มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นที่สุดท้ายที่องค์การอุทกศาสตร์สากล นิยามให้เป็นมหาสมุทรเมื่อปี พ.ศ. 2543 แม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับกันมาก่อนหน้านั้นในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการสมุทรศาสตร์นานแล้ว โดยในอดีต มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย มีขอบเขตไกลลงไปถึงทวีปแอนตาร์กติกา พื้นที่โดยรวม 20327000 ตร.กม.แนวชายฝั่งโดยรวมๆประมาณ 17968 กิโลเมตรเลยทีเดียวแน่นอนว่ารวม ทะเลอะมันด์เซน (Amundsen Sea) ทะเลเบลลิงส์เฮาเซน (Bellingshausen Sea) บางส่วนของช่องแคบเดรก (Drake Passage) ทะเลรอสส์ (Ross Sea) ส่วนเล็ก ๆ ของทะเลสโกเชีย (Scotia Sea) ทะเลเวดเดลล์ (Weddell Sea) และแควน้อยใหญ่อื่น ๆ ภูมิอากาศของทะเลและมหาสมุทรแห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระหว่างอุณหภูมิระหว่าง 10 ถึง -2 องศาเซลเซียส พายุหมุนเคลื่อนตัวสู่ทิศตะวันออกไปรอบ ๆ ทวีป และมักมีความรุนแรงเนื่องจากอุณหภูมิที่ต่างกันมากระหว่างน้ำแข็งกับมหาสมุทรเปิด พื้นที่จากละติจูด 40°

Continue reading มหาสมุทรใต้

มหาสมุทรแอตแลนติก

เป็นมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 5 ของพื้นผิวโลก ชื่อของมหาสมุทรมาจากนิยายปรัมปรากรีก หมายถึง “ทะเลของแอตลาส” หาสมุทรแอตแลนติกเป็นแอ่งที่มีรูปร่างเหมือนตัวเอส (S) สามารถแยกได้เป็น 2 ส่วน คือ แอตแลนติกเหนือและแอตแลนติกใต้ โดยใช้บริเวณที่เกิดการเปลี่ยนทิศของกระแสน้ำที่ละติจูด 8° เหนือเป็นแนวแบ่ง ทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้อยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทร ส่วนทางตะวันออก คือ ทวีปยุโรปและแอฟริกา มหาสมุทรแอตแลนติกเชื่อมกับมหาสมุทรแปซิฟิกทางมหาสมุทรอาร์กติกที่อยู่ทางเหนือ กับทางผ่านเดรก (Drake Passage) ที่อยู่ทางใต้ จุดเชื่อมต่ออีกแห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ คือ คลองปานามา เส้นแบ่งระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรอินเดีย คือ เส้นเมริเดียน 20° ตะวันออก และแยกจากมหาสมุทรอาร์กติกด้วยเส้นที่ลากจากกรีนแลนด์ ผ่านตอนใต้สุดของสฟาลบาร์ (Svalbard) ไปยังตอนเหนือของนอร์เวย์ เมื่อรวมทะเลที่อยู่ติดกัน มหาสมุทรแอตแลนติกกินพื้นที่ประมาณ 106,400,000 ตารางกิโลเมตร แต่หากไม่รวมทะเล จะมีพื้นที่ 82,400,000 ตารางกิโลเมตร ปริมาตรของมหาสมุทรเมื่อรวมทะเลที่อยู่ติดกันมีค่า 354,700,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร แต่หากไม่รวมทะเล คิดเป็นปริมาตร 323,600,000 กม.หาสมุทรแอตแลนติกมีความลึกเฉลี่ย

Continue reading มหาสมุทรแอตแลนติก

มหาสมุทรอินเดีย

เป็นมหาสมุทรที่สำคัญอีกทีหนึ่งบนโลกใบนี้ เป็นผืนน้ำที่มีขนาดกว้างใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก กินพื้นที่ประมาณ 20% ของพื้นน้ำในโลก  ทางเหนือติดกับตอนใต้ของทวีปเอเชีย (อนุทวีปอินเดีย) ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรอาหรับและทวีปแอฟริกา ทางตะวันออกติดกับจังหวัดระนอง จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต ของประเทศไทย ทะเลอันดามัน คาบสมุทรมลายู หมู่เกาะซุนดา หมู่เกาะสิมิลัน ประเทศออสเตรเลีย และอ่าวพังงา ทางใต้ติดกับมหาสมุทรใต้ แยกจากมหาสมุทรแอตแลนติกที่บริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกาบนเส้นเมริเดียน 20° ตะวันออก และแยกจากมหาสมุทรแปซิฟิกที่เส้นเมริเดียน 147° ตะวันออกตอนเหนือสุดของมหาสมุทรอินเดียอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ที่บริเวณละติจูด 30° เหนือ มหาสมุทรมีความกว้างมากที่สุดอยู่ระหว่างจุดใต้สุดของแอฟริกาและออสเตรเลีย ด้วยระยะทางเกือบ 10,000 กิโลเมตร มีพื้นที่ 73,556,000 ตารางกิโลเมตร (รวมทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซีย) ทั้งมหาสมุทรมีปริมาตรประมาณ 292,131,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร ริมขอบของมหาสมุทรมีเกาะขนาดเล็กจำนวนมาก ประเทศที่เป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ มาดากัสการ์ (เดิมเป็นสาธารณรัฐมาลากาซี) ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รวมทั้งคอโมรอส เซเชลส์ มัลดีฟส์ ประเทศมอริเชียส และศรีลังกา กั้นเขตแดนด้วยประเทศอินโดนีเซีย

Continue reading มหาสมุทรอินเดีย

มหาสมุทรแปซิฟิก

พูดได้เลยว่ามหาสมุทรแปซิฟิกเป็นมหาสมุทรที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ มหาสมุทรแห่งนี้ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย มหาสมุทรแปซิฟิกตั้งชื่อโดย เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน ว่า ว่า Mare Pacificum เป็นภาษาละติน แปลว่า peaceful sea – จากภาษาฝรั่งเศส pacifique (ปาซีฟีก) หมายถึง “สงบสุข” คือ ผืนน้ำที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก แน่นอนมหาสมุทรแห่งนี้กินพื้นที่ประมาณ 18 ล้านตารางกิโลเมตรเลยทีเดียวหรือ 1 ใน 3 ของพื้นที่ผิวทั้งหมดในโลก  ด้วยความยาวที่ยาวถึง 19800 กิโลเมตรจากประเทศอินโดนีเซียที่อยู่ในทวีปเอเชียไปถึงยังประเทศโคลัมเบียในทวีปอเมริกาใต้ ส่วนสุดเขตในด้านตะวันตก คือ ช่องแคบมะละกา ในประเทศมาเลเซีย ส่วนที่หลายคนอยากจะรู้ว่าส่วนที่ลึกที่สุดอยู่ที่ไหนนั้น ได้คำตอบแล้วว่า จุดที่ลึกคือ ร่องลึกมาเรียน่า แน่นอนว่าก็ต้องอยู่มหาสมุทรแปซิฟิกอย่างแน่นอน นักสำรวจก็ได้ทำการวัดแล้วความลึกอยู่ที่ 10911 เมตร หรือประมาณ 35798 เลยทีเดียว มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้เต็มไปด้วยเกาะที่มากมายเหลือเกินถึง 25000 เกาะ มากกว่าในมหาสมุทรอื่นๆ ริมมหาสมุทรประกอบด้วยทะเลจำนวนมาก ที่สำคัญ คือ ทะเลเซเลบีส ทะเลคอรัล

Continue reading มหาสมุทรแปซิฟิก

มหาสมุทร แหล่งน้ำที่กว้างใหญ่ของโลก

มหาสมุทรเป็นชื่อเรียกของดินแดนทะเลขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ปกคลุมพื้นที่ทั่วโลก มหาสมุทรนั้นปกคลุมพื้นที่ 3 ใน 4 ของผิวโลกหรือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของโลก ในอดีตช่วงที่โลกกำลังก่อตัวขึ้นนั้น พื้นที่ผิวโลกยังคงไม่มีน้ำ มีเพียงแต่แผ่นดินร้อนๆ ลาวา กว้างใหญ่ สันนิฐานว่าในช่วงแรกเกิดวัตถุเช่น อุกกาบาต หรือดาวหาง พุ่งชนโลกนับครั้งไม่ถ้วน แรงชนก่อให้เกิดฝุ่นปกคลุมชั้นบรรยากาศโลกทำให้เกิดกลุ่มก๊าซระเหย เป็นน้ำตกลงมายังโลก คาดว่าปริมาณน้ำฝนตกลงมามีมากมายและทำอย่างนี้นับ ร้อยๆ พันๆ ปี น้ำฝนที่ตกลงมาบริเวณหลุมหรืออ่างกว้างใหญ่ทำให้มีปริมาณน้ำมากมายบนโลก มหาสมุทรมีความกว้างใหญ่มากโดยเรียงจากมากไปหาน้อยตามพื้นที่ ได้แก่  มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรใต้ และมหาสมุทรอาร์กติก ประกอบด้วยมวลน้ำเค็มกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ซึ่งนอกจากมหาสมุทรแล้วยังมีทะเลขนาดเล็กหลายแห่งที่อยู่บริเวณมหาสมุทรนั้นๆ มหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่มากและมีความลึกมาก ประมาณ 4-5 พันเมตร บางจุดลึกถึง 10,000 เมตรเรียกว่าเป็นส่วนของร่องลึกก้นสมุทร แม้ว่ามหาสมุทรจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่มีการสำรวจใต้มหาสมุทรเพียง 5 เปอร์เซนต์เท่านั้น ใต้มหาสมุทรนั้นมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ขึ้นอยู่กับสภาพความตื้นลึกของมหาสมทุรส่วนมากสิ่งมีชีวิตจะดำรงอยู่บริเวณเขตที่มีความลึกระหว่าง 100-1,000 เมตร หากระดับที่ลึกกว่า 2,000 เมตรลงไปนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป โดยนักสมุทรศาสตร์เชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตมากกว่านี้ในมหาสมุทรที่ยังไม่ถูกค้นพบ เนื่องจากบางจุดมีความลึกมากเกินกว่าจะสำรวจได้

Continue reading มหาสมุทร แหล่งน้ำที่กว้างใหญ่ของโลก

มหาสมุทรบนโลก

โลกเรามีมหาสมุทรขนาดใหญ่อยู่ประมาณ 5 แห่ง ได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรใต้ และมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่และความลึกที่แตกต่างกันไป โดยแบ่งเป็นลำดับจากความกว้างมากที่สุดจนหาน้อยที่สุดดังนี้ มหาสมุทรแปซิฟิก เป็นมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดโดยครอบคลุมพื้นที่แผ่นดิน 1 ใน 3 ของแผ่นดินทั้งหมด คาดว่ามีความกว้างประมาณ 180 ล้านตารางกิโลเมตร และมีความยาวประมาณ 15,500 กิโลเมตรตามแนวยาววัดจากทะเลเบริงทางเขตอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือจนถึงฝั่งทะเลรอสส์ในเขตแอนตาร์กติกา ขั้วโลกใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่มากมาย และมีร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกที่สุดในโลกอยู่ที่มาเรียนา มีความลึกถึง 10,911 เมตร มหาสมุทรแอตแลนติก มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 มีพื้นที่ 106 ล้านตารางกิโลเมตรมีลักษณะเป็นรูปตัว S และแบ่งออกเป็นมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและแอตแลนติกใต้ โดยชื่อของมหาสมุทรนั้นได้มาจากนิยายของชาวกรีกโบราณ มหาสมุทรแอตแลนติกนั้นมีความสัมพันธ์ของธรณีวิทยาคือ มีเขตแนวเทือกเขาใต้มหาสมุทรพาดเป็นแนวยาว สันนิฐานว่าในอดีตนั้นจุดเริ่มต้นของแผ่นเปลือกโลกแยกออกจากกันเกิดจากแนวเทือกเขาใต้ทะเลนี้ มหาสมุทรอินเดีย มีขนาดเป็นอันดับ 3 มีพื้นที่ประมาณ 73 ล้านตารางกิโลเมตร มีลักษณะเป็นเหมือนกับแอ่งขนาดใหญ่ เป็นที่อยู่ของเกาะที่ใหญ่ที่สุดถึง 4 เกาะ มหาสมุทรใต้ หรือ มหาสมุทรแอนตาร์กติก เป็นมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกใต้ซึ่งถูกตั้งให้เป็นมหาสมุทรในปี

Continue reading มหาสมุทรบนโลก

สิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร

ใต้มหาสมุทรหรือท้องทะเลมีสิ่งมีชีวิตมากมาย เช่น ปลาต่างๆ ที่เป็นทั้งปลาสวยงามและปลาสำหรับใช้เป็นอาหารของมนุษย์ รวมถึง แนวปะการัง พืชใต้ทะเล สัตว์เปลือกแข็งต่างๆอย่าง หอย ปู ในปัจจุบันแม้ว่าเราจะรู้คร่าวๆว่าใต้ท้องทะเลนั้นมีสัตว์ชนิดใดบ้าง แต่ความจริงแล้วการสำรวจสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลนั้นมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ที่ยังไม่ถูกค้นพบเนื่องจากมหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่และมีความลึกมาก จะเป็นเรื่องยากที่จะสำรวจครบทั้งหมด ปัจจุบันมีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีการสำรวจมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทรนั้นถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆของมหาสมุทรดังนี้ ส่วนที่เป็นไหล่ทวีปจะเป็นพื้นราบลงไปตามแนวเฉลี่ยมีความลึกราว 1-500 เมตร ซึ่งเป็นส่วนที่แสงแดดส่องถึง ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่มีสิ่งมีชีวิตมากที่สุดคือ แนวปะการัง ปลาชนิดต่างๆ หอย ปู และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ส่วนต่อมาคือ ส่วนที่มีความลึกตั้งแต่ 500-2000 เมตร จะเป็นบริเวณที่แสงแดดจะส่องถึงน้อยบางครั้งจะเป็นแหล่งของ ปลาวาฬ ปลาน้ำลึก รวมถึงปลาฉลามขาว เป็นต้น ส่วนต่อมาคือ ส่วนของพื้นมหาสมุทร เป็นส่วนที่แสงแดดส่องไม่ถึงและเป็นส่วนที่ลึกมากๆ ส่วนใหญ่จะมีสิ่งมีชีวิตจำพวกปลาที่มีสายพันธุ์มาจากปลาโบราณต่างๆ รวมถึง ปลาหมึกสายพันธุ์น้ำลึก ส่วนมากสิ่งมีชีวิตในส่วนนี้จะเป็นสัตว์เลือดเย็นเนื่องจาก อุณหภูมิของน้ำทะเลมีความเย็นมากและมีความดันมหาศาลสัตว์บางชนิดจึงมีการปรับตัวเพื่ออยู่ในความมืด ส่วนสุดท้ายคือ ส่วนในความลึกของร่องลึก ซึ่งมีระดับความลึกตั้งแต่ 4000 เมตรลงไปเป็นส่วนที่มีสิ่งมีชีวิตน้อยมากเนื่องจากเป็นส่วนที่มีแรงดันมหาศาลและเป็นส่วนที่มีการสำรวจน้อยมากเนื่องจากการสำรวจนั้นต้องใช้เทคโนโลยีและความปลอดภัยสูงมาก

เทือกเขากลางมหาสมุทร

เทือกเขากลางมหาสมุทร หรือ สันเขากลางมหาสมุทรนั้น มีความสำคัญด้านธรณีวิทยาอย่างมาก ซึ่งเทือกเขาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากกระบวนการธรณีแปรสันฐานใต้ทะเล คาดว่าในอดีตหลายล้านปีก่อนแผ่นเปลือกโลกมีลักษณะเป็นแผนเดียวกันเรียกว่า แพนเจีย ต่อมาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา เกิดการแผ่กระจายออกของพื้นสมุทรจนก่อให้เกิดการแยกตัวของแผ่นเปลือกโลกเป็นเวลาหลายล้านปี จนกระทั่งเปลือกโลกแยกตัวออกเป็นทวีปในปัจจุบัน ซึ่งกระบวนการเกิดของเทือกเขาใต้สมุทรนั้นเกิดการการขยายออกของแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทร ก่อเกิดการยกตัวของพื้นมหาสมุทรอันเนื่องมาจากกระแสความร้อนจากใต้โลกซึ่งมีการดันตัวขึ้นมาในรูปแบบของลาวา เมื่อลาวาปะทุออกมาใต้พื้นสมุทรและเย็นตัวลงก่อเกิดเป็นสันเขาที่เป็นแนวยาวใต้พื้นมหาสมุทร เทือกเขากลางมหาสมุทรนั้นมีการเชื่อมต่อกันเป็นแนวยาวต่อเนื่องกันประมาณ 80,000 กิโลเมตร ทางธรณีวิทยานั้นระบุว่า เทือกเขาใต้สมุทรนั้นประกอบหินหนืดหรือลาวาที่ใหญ่มาก อีกทั้งยังประกอบด้วยหินอายุน้อยเนื่องจากมีการดันตัวตลอดเวลา ขณะที่สันเทือกถูกดันตัวขึ้นบางบริเวณกลับถูกกดลงไป ซึ่งเพิ่มความลึกของมหาสมุทรเรียกว่า ร่องลึกก้นสมุทร ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร มีการสันนิฐานว่าเทือกเขาใต้มหาสมุทรนั้นมีการเคลื่อนตัวตลอดเวลา แต่การเคลื่อนตัวนั้นมีอัตราที่ช้ามาก เทือกเขาใต้สมุทรนั้นถูกค้นพบราวปี 1950 ซึ่งเป็นการสำรวจพื้นมหาสมุทรโดยเรือวิจัยเวม่า ซึ่งสำรวจพื้นกลางมหาสมุทรแอตแลนติกและได้พบกับสันเขากลางมหาสมุทรขึ้นจึงตั้งชื่อว่า เทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นจุดที่มีชื่อเสียงมาก และไม่ได้ค้นพบเพียงมหาสมุทรนี้แต่พบได้ในมหาสมุทรอื่นๆของโลกด้วย        

ภูเขาไฟใต้มหาสมุทร

นอกจากใต้พื้นสมุทรนั้นยังมีการค้นพบเทือกเขากลางมหาสมุทรแล้ว ซึ่งในบริเวณดังกล่าวถือว่าเป็นจุดที่เกิดจากเปลี่ยนแปลงทางธรณีสันฐานและเป็นผลให้เกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ในบริเวณของสันเขาใต้มหาสมุทรนั้นมีส่วนประกอบของลาวาที่พุ่งขึ้นมาตลอดเวลา นั้นรวมไปถึงภูเขาไฟใต้มหาสมุทรซึ่งเป็นผลมาจากการดันตัวของลาวาใต้มหาสมุทรก่อเกิดการระเบิดของลาวาพุ่งขึ้นมาจากใต้ทะเล นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า แผ่นเปลือกโลกกว่า 70 % เกิดขึ้นจากกระบวนการใต้ทะเลลึกซึ่งเทือกเขาใต้ทะเลที่มีความซับซ้อนเมื่อลาวาพวยพุ่งออกมาจากปล่องใดปล่องหนึ่งของเทือกเขานั้น ลาวาจะเย็นตัวลงจากความเย็นของน้ำ และมีการแข็งตัวเป็นชั้นๆ จนถึงส่วนผิวน้ำ จะก่อเกิดจากระเบิดขึ้นโดยการระเบิดของภูเขาไฟใต้น้ำนั้นจะเกิดให้เกิดเกาะใหม่ขึ้น ส่วนใหญ่เกาะใหม่ที่เกิดจากการระเบิดนั้นจะจมหายไปเนื่องจากเย็นตัวและเป็นหินอ่อนมาถูกคลื่นทะเลซัดเกาะจะค่อยจมหายไป หากบริเวณปล่องนั้นยังมีการระเบิดอีกก็จะเกิดเกาะใหม่ขึ้นมาอีกและถ้าหินมีการเย็นตัวและแข็งแรงมากพอก็จะมีแผ่นดินเพิ่มมากขึ้น การวิเคราะห์พบว่าภูเขาไฟใต้ทะเลมีส่วนสัมพันธ์ของแผ่นเปลือกโลกรวมถึง ผลกระทบต่างใต้ทะเล ซึ่งคาดว่าอาจมีการระเบิดครั้งใหญ่มาแล้ว และคาดว่ามีส่วนที่เกิดขึ้นในยุคเพอร์เมียนซึ่งคาดว่าการระเบิดครั้งใหญ่ก่อเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมากจนทำให้สิ่งมีชีวิตกว่า 95 สายพันธุ์ใต้ทะเลนั้นสูญพันธุ์ไปจากโลก การระเบิดส่งผลกระทบต่อพื้นโลกด้วยเนื่องจากควันที่พวยพุ่งออกมา ซึ่งเป็นแค่สันนิฐานเท่านั้นมต